ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป.ลาว ออกคำสั่งเด็ดขาดควบคุมพฤติกรรมพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และผู้ถือศีล ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำหนด 6 ข้อห้ามสำคัญครอบคลุมการอวดอิทธิฤทธิ์ การไลฟ์สดขายวัตถุมงคล ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง นั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงการออกกฎระเบียบทั่วไป หากแต่เป็นการส่งสัญญาณยกระดับความเข้มงวดครั้งใหญ่เพื่อสกัดกั้น “วิกฤตความศรัทธา” ที่กำลังลุกลามในโลกไซเบอร์

คำสั่งดังกล่าวได้ระบุพฤติกรรมต้องห้ามบนสื่อโซเชียลมีเดียไว้อย่างชัดเจน 6 ข้อ เพื่อให้บุคลากรทางศาสนายึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. ห้ามโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงมงาย — ชักจูงหรือแนะนำพุทธศาสนิกชนเกี่ยวกับเรื่องอภินิหาร การบนบานศาลกล่าว หรือสิ่งที่ไม่มีเหตุผลอันขัดต่อหลักพระธรรมวินัย
  2. ห้ามอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ — โพสต์ข้อความหรือคลิปอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์เพื่อหวังผลลาภสักการะส่วนตน
  3. ห้ามโพสต์ภาพหรือวิดีโอที่ไม่สำรวม — งดเว้นการถ่ายภาพอวดสรีระ ทำคลิปวิดีโอตลกคึกคะนอง หรือแสดงพฤติกรรมที่ผิดต่อหลักธรรมวินัย
  4. ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสังคมและการเมือง — งดแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง กระทบต่อความมั่นคง หรือสร้างความแตกแยกในสังคมและระหว่างศาสนา
  5. ห้ามไลฟ์สดเชิงพาณิชย์และเรียกร้องความสนใจ — ห้ามถ่ายทอดสด (Live) ในลักษณะไม่สำรวม ไลฟ์สดขายวัตถุมงคล รีวิวสินค้า หรือเรียกร้องความสนใจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  6. ห้ามใช้ถ้อยคำไม่สุภาพโต้ตอบออนไลน์ — ห้ามการคอมเมนต์ ตอบโต้ ถกเถียง หรือใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมในการสื่อสารบนโลกไซเบอร์

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วงการพุทธศาสนาใน สปป.ลาว เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนักหน่วง ผ่านพฤติกรรมของบุคลากรทางศาสนาบางกลุ่มบนแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok, Facebook และ YouTube
ภาพของพระสงฆ์และสามเณรบางรูปที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การอัดคลิปตลกคึกคะนอง การถ่ายทำคอนเทนต์อวดสรีระ การตั้งสำนักอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตลอดจนการเปิดไลฟ์สดรับรีวิวสินค้าและเรี่ยไรเงินบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัว ได้กลายเป็นภาพคุ้นตาที่สร้างความระอาใจแก่พุทธศาสนิกชนชาวลาวอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ การถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสังคมการเมืองด้วยภาษาดุเดือดบนโลกออนไลน์ ยิ่งเพิ่มความร้าวฉานและสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชน

กระแสความไม่พอใจในสังคมที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้บดบังบทบาทหลักของคณะสงฆ์ในการเผยแผ่ธรรมะ จนนำไปสู่การเรียกร้องให้องค์กรปกครองสงฆ์ระดับสูงเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง

แม้องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป.ลาว จะกำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตั้งแต่การตักเตือน การจับเข้าอบรม จนถึงการสึกหรือลงโทษทางวินัยสงฆ์ขั้นเด็ดขาด แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “กลไกการติดตามและตรวจสอบ” ในโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดนและมีความเป็นส่วนตัวสูง

นักวิเคราะห์มองว่า การใช้มาตรการทางกฎหมายและธรรมนูญสงฆ์ลงโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คณะสงฆ์ สปป.ลาว จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กันไป ได้เช่น ส่งเสริมให้พระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ ใช้โซเชียลมีเดียในการผลิตคอนเทนต์ธรรมะที่ถูกต้อง น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อทดแทนคอนเทนต์ขยะที่เคยครอบงำพื้นที่ออนไลน์

หากมองข้ามพรมแดนกลับมายังประเทศไทย ปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุสามเณรบนโลกออนไลน์ ตลอดจนกระแส “พุทธพาณิชย์” และ “พระอินฟลูเอนเซอร์” ถือเป็นวิกฤตที่เกิดมาก่อนและมีขนาดใหญ่กว่า สปป.ลาว หลายเท่าตัว ด้วยจำนวนวัดและพระสงฆ์ที่มีมากกว่า รวมถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจในตลาดสายมูและวัตถุมงคลที่หมุนเวียนมหาศาล

มหาเถรสมาคม (มส.) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของไทย เคยมีการออกคำสั่งและคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของพระภิกษุสามเณรมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ห้ามไลฟ์สดจำหน่ายวัตถุมงคล หรือห้ามการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมตามพระธรรมวินัย

ความท้าทายของพุทธศาสนาทั้งในไทยและ สปป.ลาว มีจุดร่วมเหมือนกันคือ การหาความสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่ธรรมะ กับการรักษากรอบพระธรรมวินัย คำสั่งคุมเข้มสื่อสังคมออนไลน์ของคณะสงฆ์ลาวในครั้งนี้ จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญในการจัดระเบียบศาสนาในยุคดิจิทัล ซึ่งอาจจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้แก่องค์กรศาสนาในภูมิภาคอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายยุคใหม่ต่อไป

ทางออกระยะยาวของคณะสงฆ์ไทยและลาว จึงไม่ใช่การปิดกั้นเทคโนโลยี หากแต่เป็นการปฏิรูปการศึกษาของสงฆ์ให้ทันโลก เน้นสร้างสื่อธรรมะสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสังคม และเป็นไปในทางเดียวกับพระธรรมวินัยอีกด้วย

By admin

You missed