แม้กระแสสังคมจะตื่นตัวทุกครั้งเมื่อเกิดข่าวฉาวทุจริตเงินวัด แต่ในความเป็นจริง วัดต่างจังหวัดนับหมื่นแห่งยังตกอยู่ในวงจรอุบาทว์เดิมๆ: “กฎกระทรวงอยู่บนกระดาษ อิทธิพลท้องถิ่นคุมบัญชี พระสงฆ์เสี่ยงติดคุก และรัฐยังไร้กลไกแก้ไขที่เป็นรูปธรรม”

กรุงเทพฯ —ทุกครั้งที่มีข่าวพระผู้ใหญ่หรือกรรมการวัดยักยอกเงินบริจาคระดับสิบหรือร้อยล้านบาท สังคมมักจะหันมาให้ความสนใจและเรียกร้องให้เกิด “การปฏิรูประบบการเงินวัด” กันยกใหญ่ แต่เมื่อคลื่นข่าวดับลง ปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับฐานราก โดยเฉพาะวัดในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ กลับยังคงถูกทิ้งไว้ในแดนสนธยาโดยไม่มีนโยบาย หรือกลไกใดๆ เข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์โครงสร้างบริหารจัดการวัดต่างจังหวัด พบว่าปัญหากรรมการวัด หรือกลุ่มผู้นำชุมชน (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ) มักมีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามาครอบงำ ถือสมุดบัญชี และเบิกจ่ายเงินวัดกันเองโดยปราศจากการตรวจสอบ ยังคงเป็น “แผลเรื้อรัง” ที่ไม่มีสัญญาณว่าจะถูกรักษาได้อย่างไรในปัจจุบัน

ปัจจุบัน แม้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะมีกฎกระทรวงการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 หรือมติมหาเถรสมาคมที่บังคับให้วัดต้องเปิดบัญชีในนามวัดและทำรายงานรายรับ-รายจ่ายประจำปีส่ง พศจ. แต่ในทางปฏิบัติ “เป็นเพียงมาตรการขอความร่วมมือที่ไร้สภาพบังคับ”

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ส่วนใหญ่มีบุคลากรจำกัด ไม่สามารถลงไปสุ่มตรวจบัญชีของวัดที่มีอยู่หลายร้อยแห่งในแต่ละจังหวัด ว่าอยู่ในมือของเจ้าอาวาสจริงหรือไม่ หรือบัญชีของวัดแต่อยู่ในมือของผู้นำชุมชน ทำได้เพียง “รอรับเอกสาร” ที่ส่งมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดขนาดใหญ่หรือวัดในเมือง ส่วนวัดตามชายขอบหรือวัดในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง หากไม่มีชาวบ้านร้องเรียน พศจ. ก็ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบ ส่งผลให้ระเบียบปฏิบัติกลายเป็นเพียงกระดาษไร้ความหมาย

ฝั่ง พศ. และคณะสงฆ์: มองว่ากรรมการวัดหรือผู้ใหญ่บ้านเป็น “คฤหัสถ์” ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย พศ. ไม่มีอำนาจสั่งการหรือลงโทษทางวินัย หากเกิดการทุจริต ทำได้เพียงแนะนำให้เจ้าอาวาสไปฟ้องร้องคดีอาญาเอาเอง
ฝั่ง กระทรวงมหาดไทย: มองว่าเรื่องเงินวัดเป็น “กิจการของสงฆ์” นายอำเภอหรือฝ่ายปกครองจะไม่เข้าไปยุ่งหากไม่มีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ เพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์และฐานเสียงในพื้นที่

ผลลัพธ์ของการโยนความรับผิดชอบไปมา คือการเกิด “สุญญากาศการตรวจสอบ” ที่ปล่อยให้ผู้นำท้องถิ่นบางกลุ่มใช้อิทธิพลคุมเงินวัดได้อย่างเสรี ไร้การคานอำนาจ

ซึ่งการที่ผู้นำชุมชนนำบัญชีธนาคารของวัดมาครอบครองไว้เสียเอง สุ่มเสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายให้สามารถกระทำได้

ในขณะที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลเบิกจ่ายเงินไปใช้โดยไร้ใบเสร็จรับเงิน ฉ้อฉลผันเงินวัดเข้ากระเป๋ากลุ่มของตนเอง โดยวิธีรับเหมาสร้าง ซ่อมสร้าง หรือรื้อสร้างอาคารสถานที่ภายในวัด โดยไม่เห็นหัวเจ้าอาวาส ถึงเวลาก็ถือบัญชีธนาคารเงินวัดที่ตัวเองถือไว้มาให้เจ้าอาวาสเซ็นเบิกถอนแต่บุคคลที่ต้องรับความเสี่ยงทางกฎหมายมากที่สุดกลับเป็น “เจ้าอาวาส” ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์)

เจ้าอาวาสในชนบทจำนวนมากตกอยู่ในภาวะจำยอม ต้องยอมก้มหน้าเซ็นชื่อถอนเงินเพราะเกรงกลัวอิทธิพลท้องถิ่น หากไม่คล้อยตามก็จะถูกกดดัน สร้างเหตุ หาเรื่องขับไล่ให้พ้นวัด หรือไม่เจ้าอาวาสเองก็ขาดความรู้ทางกฎหมาย เมื่อเกิดเรื่องทุจริตขึ้นมา เจ้าอาวาสกลับเป็นผู้ต้องหาคนแรกในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ป.อาญา ม.157) ในขณะที่กลุ่มคฤหัสถ์หลบฉากหรือย้ายเงินหนีไปได้ล่วงหน้า ปรากฏการณ์นี้ทำให้พระสงฆ์จำนวนมากปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเจ้าอาวาส หรือเลือกที่จะวางเฉย นำไปสู่วิกฤตการบริหารวัดที่ถดถอยลงเรื่อยๆ

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสน์ศึกษาต่างเห็นตรงกันว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ยกระดับเรื่องนี้ให้เป็น “นโยบายระดับชาติ” ที่ต้องบูรณาการร่วมกันระหว่าง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัญหานี้จะไม่มีวันแก้ไขได้

ทางแก้ที่ถูกเสนอมาตลอด เช่น การทำระบบบัญชีดิจิทัลกลาง (Centralized Digital Audit), การบังคับใช้ระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้เงินสด (Cashless Temple) หรือการจัดตั้งองค์กรอิสระเข้ามาตรวจบัญชีวัด ยังคงเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกแช่แข็งอยู่ในสภา และไม่มีพรรคการเมืองหรือหน่วยงานใดกล้าหยิบขึ้นมาผลักดันอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบต่อฐานอำนาจท้องถิ่น

สุดท้าย “เงินวัด” ในชนบทจึงยังคงเป็นกับดักที่พร้อมจะระเบิดขึ้นมาทำลายศรัทธาของชาวพุทธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ระบบบริหารจัดการยังคงถูกปล่อยให้อยู่ในความมืดมนเช่นนี้ต่อไป

By admin

You missed