กรุงเทพฯ — ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงทัศนะต่อประเด็นการอุปสมบท “ภิกษุณี” ในประเทศไทย โดยเรียกร้องให้มหาเถรสมาคม (มส.) นักวิชาการพระพุทธศาสนา และผู้เชี่ยวชาญพระวินัย ร่วมกันเปิดวงศึกษาและพิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย รองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบัน ดร.นิยม ระบุว่า ปัญหาการบวชภิกษุณีในประเทศไทยเป็นข้อถกเถียงในคณะสงฆ์ไทยมานานเกือบศตวรรษ โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงมีพระบัญชาห้ามพระภิกษุสามเณรทำการอุปสมบทให้สตรีเป็นภิกษุณี สิกขมานา หรือสามเณรี เนื่องจากในยุคนั้นทรงเห็นว่าภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทได้ขาดช่วงการสืบทอดไปแล้ว ซึ่งต่อมามหาเถรสมาคมก็ได้ยึดถือแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม แม้จะเคารพพระบัญชาดังกล่าวตามเหตุผลในอดีต แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันบริบทโลกเปลี่ยนไปมาก มีการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศศรีลังกา ส่งผลให้มีสตรีไทยจำนวนหนึ่งเดินทางไปอุปสมบทในต่างประเทศ ก่อนกลับมาปฏิบัติศาสนกิจและเผยแผ่ธรรมะในประเทศไทย ดร.นิยม ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพุทธานุญาตให้สตรีอุปสมบทเป็นภิกษุณีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และทรงวางรากฐานของพระศาสนาไว้อย่างชัดเจนในรูปแบบ “พุทธบริษัท 4” อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ดังนั้น จึงควรกลับมาศึกษาแนวทางเพื่อให้ภิกษุณีสามารถดำรงอยู่ในสังคมไทยได้อย่างเหมาะสมทั้งนี้ ดร.นิยม ยืนยันว่าไม่ได้เสนอให้ลบล้างพระบัญชาเดิมโดยทันที หรือใช้เพียงเหตุผลเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่เสนอให้ศึกษาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ได้แก่ พระธรรมวินัย: โดยเฉพาะประเด็นการอุปสมบทโดยสงฆ์สองฝ่าย (ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์) ซึ่งยังมีความเห็นทางวิชาการที่แตกต่างกัน ประวัติศาสตร์การสืบทอด: พิจารณาสายการสืบทอดและกระบวนการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์เถรวาท กฎหมายและมติคณะสงฆ์: ทบทวนมติมหาเถรสมาคมและปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสถานะและการปกครอง สำหรับข้อห่วงใยเรื่องการบริหารจัดการและการอยู่ร่วมกันระหว่างพระภิกษุและภิกษุณี ดร.นิยม เสนอแนวทางว่า ไม่จำเป็นต้องจัดให้อยู่ภายในวัดเดียวกัน แต่สามารถจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมแยกต่างหาก มีระบบการปกครอง การบริหารจัดการ และการรักษาข้อวัตรปฏิบัติเป็นเอกเทศ โดยยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุสงฆ์กับภิกษุณีสงฆ์ให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ดร.นิยม กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยที่มีจิตศรัทธามุ่งมั่นศึกษาพระธรรมและอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา จึงไม่ควรปล่อยให้ประเด็นภิกษุณีกลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อโดยไม่มีการศึกษาหาทางออก เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญาและเหตุผล การเปิดเวทีพูดคุยและร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย อันเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป Cr : นิยม เวชกามา Views: 0 แนะแนวเรื่อง วัดธรรมปทีป กรุงเอดินเบอระ สกอตแลนด์ ถวายการต้อนรับพระครูภาวนาธรรมวิเทศ (ชาญ จนฺทวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิงแฮม และรองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ วัดสระเกศ ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงาน “นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ บรมบรรพต (ภูเขาทอง) ประจำปี 2569”