เปิดมุมโต้แย้งกรณีเสนอทบทวนรูปแบบนักบวชไทย ย้ำพระพุทธศาสนาเถรวาทมีหลักพระวินัยชัดเจน ชี้ทางออกอยู่ที่การบังคับใช้วินัยอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบที่เป็นธรรม การสนับสนุน และการให้โอกาสผู้ปฏิบัติดี จากกรณีบทวิเคราะห์ที่ตั้งคำถามว่า “นักบวชไทยจำเป็นต้องมีเพียงรูปแบบเดียวจริงหรือ?” โดยเสนอให้สังคมพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถานะบุคลากรทางศาสนารูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถมีครอบครัวควบคู่กับการทำงานทางศาสนาได้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากสถานะพระภิกษุและฆราวาสนั้น ล่าสุด จ.เขมจิตต์ – โกวิทกวี ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นโต้แย้งข้อเสนอดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 โดยเสนอให้กลับมาพิจารณาปัญหาบนพื้นฐานของพระธรรมวินัยเถรวาท พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อวิธีการนำเสนอข่าว การเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และแนวคิดการสร้างสถานะทางศาสนารูปแบบใหม่ โดยเห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดทางออก แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติตามพระวินัยและการบังคับใช้มาตรการในทางปฏิบัติที่ยังต้องได้รับการเอาจริงเอาจังมากขึ้น ขอให้เป็นบทความสุดท้ายในไทย────ที่เขียนลักษณะนี้ -เป็นการโยนหินถามทาง -ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก -ยกเหตุผลไม่แยกบริบท ฯลฯ ❖ โยนหินถามทาง คือ เหมือนจะวัดกระแสว่า มีผู้เห็นด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะคนในแวดวงพุทธบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีคนที่เชื่อว่า “การคิดนอกกรอบถูก” ซึ่งการนอกกรอบแบบนอกพระธรรมวินัยนั้น มีไว้สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในกรอบ แห่งสัมมาทิฏฐิแต่เดิม ดังนั้น การคิดหลุดออกจากกรอบจึงเป็นการนำพาให้เกิด มิจฉาทิฏฐิ อันจะส่งผลต่อความรัดกุม หรือสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาข้อต่อไป ❖ ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก การแก้ปัญหาที่ “มองเพียงปลายเหตุ” หรือผลกระทบจากคนทำผิดเฉพาะกลุ่ม และเลือกเสพเฉพาะข่าวด้านเดียวแบบนิยมสังคมไทย ที่ชอบการนำเสนอแบบหวือหวาขายข่าว โดยปราศจากการมองผลกระทบรอบด้าน หรือขาดความเป็นกัลยาณมิตรในการทำหน้าที่สื่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบางกลุ่ม ซึ่งเลือกที่จะนำเสนอทุกเรืองที่เป็นข่าว เช่นยาบ้า จับได้เฉพาะคนเสพเป็นส่วนใหญ่ เพราะจับได้ง่าย และรู้จักคนเสพอยู่แล้ว แต่เลือกนำเสนอเพื่อให้เป็นข่าว โดยที่บางข่าวก็ไม่ควรจะเป็นข่าว ทั้งนี้ “อาจเพื่อ”ได้มีผลต่อการเลื่อนขั้นและเงินเดือน แทนการดำเนินการจัดการแบบรัดกุม ระวังผลกระทบต่อสังคม แต่ก็ยังขาด “ความกล้หาญในการจับกุมคนขาย” โดยที่ก็รู้เท่ากันว่า คนขายคือใครเป็นต้น เมื่อเทียบกันจะเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะไม่เอาจริงเอาจัง ไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย หรือไม่ปฏิบัติตามพระวินัยต่างหาก ที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เข้าข้างว่าคนทำผิดมีแบบนี้ จะต้องแก้ไขตามลักษณะการกระทำผิดของคน เฉพาะประเด็นนี้ การนำเสนอ หรือหน้าที่สื่อ ก็เป็นปัญหาหนึ่งของสังคม ❖ ยกเหตุผลไม่แยกบริบท ไม่ต้องกล่าวไกลไปถึงโครงสร้าง หรืออ้างความเชื่อ และการปฏิบัติของผุ้ที่นับถือพุทธศาสนาคนละนิกายมายกเป็นเหตุผล เพราะโครงสร้างทางสังคมไม่เหมือนกัน ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของแต่ละยุค ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ไม่เหมือนกัน มาจนถึงบทสรุปในปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนกัน แต่ละประเทศจะต้องมีจุดยืน และหลักการเป็นของตนเอง ❖ กระดุมปัญหา เมื่อเรามีจุดยืนว่า “ผิดคือผิด” โดยถือหลักตามพระวินัยไม่เปลี่ยนแปลง เช่นมีบางประเด็นเป็นที่ถกเถียง ซึ่งเป็นลหุกาอาบัติ เช่นการรับเงิน แม้เรื่องเพียงเท่านี้ก็ยังเป็นปัญหาตราบถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องใหญ่ที่สุด(ครุกาบัติ) อย่างให้มีภรรยาได้ แม้เพียงคิดนั้น ก็ต้องถือว่าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ”อย่างรุนแรง จะบวชเป็นพระก็ต้องปฏิบัติแบบพระเท่านั้น จะมีทางเลือกให้บวชแบบเป็นประเภทกึ่งพระ กึ่งฆราวาส แบบนี้ก็ประหลาดไป และไม่ควรเปิดพื้นที่ให้แนวคิดลักษณะนี้คงอยู่ได้นาน เพราะมิเช่นนั้นจะเข้่าทาง ผู้วางแผนหรือหาวิธีกำจัดพุทธศาสนาให้หมดจากไทย ที่เริ่มมาจากคนศาสนาอื่น นับแต่สมัยล่าอาณานิคมโน้น ไม่ควรหาวิธีช่วยให้เขาสำเร็จในยุค”คิดแบบเอไอ”นี้ อีกทั้ง การสร้างสถานะทางสังคมขึ้นมาใหม่แบบที่นำเสนอนี้ ก็จะเป็น “ปัญหาซ้อนปัญหา” และต้องหาผู้แก้ปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก เพิ่มงบประมาณ เพิ่มบุคลากร และเพิ่มมาตรการอะไรต่อมิอะไร มากมายเพื่อแก้ไขวงจรที่สร้างขึ้นมาจาก “มิจฉาทิฏฐิ” นี้ ประเทศไทย เป็นประเทศนับถือพุทธศาสนาแบบ “เถรวาทดั้งเดิม” และถือพระธรรมวินัยเป็นพระศาสดา มีหลักการชัดเจนแล้วจนถึงปัจจุบันนี้ว่า ถ้าจะเป็นพระในประเทศไทย จะต้องไม่ละเมิดปาราชิกสิกขาบทเพียง ๔ ข้อ เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นพระสมบูรณ์ ถ้าละเมิดสิกขาบทข้ออื่น ยังมีโอกาสขัดเกลาตน ด้วยการแก้ไขตามวิธีแห่งพระวินัย ตั้งแต่ครุกาบัติ (สังฆาทิเสส) จนถึงลหุกาบัติ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ เป็นต้นไป) จะไม่เปิดโอกาสให้บุคคล หน่วยงาน องค์กร กฎหมาย หรือตัวแทนจากที่ใด นำเสนอในลักษณะเช่นนี้ได้ เพราะถือว่าเป็นการ “บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญํติ” และ “ถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติแล้ว” เรียกว่า ไม่ใช่กระดุมของพุทธศาสนาเถรวาท ที่จะปิดเช่นนั้น ❖ วิธีที่ดำเนินการในปัจจุบันของเจ้าหน้าที่ ในการตรวจสอบของพุทธบริษัท ยิ่งเข้มข้นยิ่งดี คือ ยิ่งมีข้อมูลรูปใดทำผิดจริง เช่น ผิดปาราชิกจริง แต่ยังดื้อด้าน เมื่อพระสงฆ์ดำเนินการได้ยาก เพราะดืื้อดึงหรือปกปิด ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่ข้างนอกมาช่วย ยิ่งเอาออกไปให้พ้นจากสังฆมณฑล ก็ยิ่งดี แต่อย่าใช้กฎหมายในทางที่ ปรักปรำความผิดก็พอ ระวัง ความผิดเล็กน้อย ที่ต้องช่วยกันเป็นแรงผลักดันให้ท่านฝึกฝนตนในหน้าที่พระ เพราะเป็น “คนไทย” ในสังคมไทย ที่เราอยู่่รวมกัน จึงไม่ต้องไม่มีเพียงการตรวจสอบ ต้องมีการ “สนับสนุน” และ “ให้โอกาส” รวมอยู่ด้วย ❖ ปิดท้าย จากการเริ่มต้นนำเข้าสู่บทความของผู้นำเสนอ ขอนำเป็นบทท้ายเพิ่มเติมว่า ให้พิจารณาย้อนกลับไป แม้จุดเริ่มต้น ก็ยังเป็น “ความเ่ข้าใจที่ไม่ถูกต้องแต่เดิม” เช่น ใช้คำเกริ่นผิดที่ว่า “ถ้าพระไม่ละความสัมพันธ์กับสีกา” เพราะพระจริงๆ ไม่มีทางทำ และอย่าเลือกคำ “ที่ตนคิดไม่ออกว่า “นักบวชไทย” มาเป็นคำนำเสนอ เพราะไม่ว่า จะใช้คำว่า พระ,ภิกษุ,นักบวช,สมณะ,หรือแม้แต่พราหมณ์ ยังสื่อถึงความเป็น ภิกฺขุ ในพุทธศาสนาได้ ตามคำอธิบายในพระบาลีต่างแห่งกัน ปัญหาไม่ใช่ ไม่มีทางออก พระวินัยก็บัญญัติตรงๆ เข้มงวด เด็ดขาด เพียงแต่มาตรการภาคปฏิบัติยังไม่เข้มงวดกวดขันพอ และขาดความร่วมมือ และหาทางออกร่วมกันอย่างจริงจัง รวมถึงวิธีการนำเสนออย่างถูกต้อง เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน อย่าให้พุทธศาสนาในประเทศไทยเราถอยหลัง ด้วยทัศนคติเช่นนี้ อีกเลย ฯ จ.เขมจิตต์ – โกวิทกวี๒๒/๑๐/๒๕๖๙ Views: 0 แนะแนวเรื่อง สนามสอบวัดสารอดเปิดสอบนักธรรมตรีประจำปี 2569 มุ่งสืบสานการศึกษาพระปริยัติธรรม คณะพระเถระวัดสระเกศฯ เข้าถวายสักการะและรายงานเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แด่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์