เรื่องราวหนังสือ Crystal & Ash: The Buddha at Piprahwa ของพระบรมสารีริกธาตุจากปิปราห์วา (Piprahwa) ประเทศอินเดีย เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเดินทางมาสู่สยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และการประดิษฐาน ณ พระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร เรื่องราวนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ทั้งนักโบราณคดี พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอังกฤษ และพระมหากษัตริย์สยาม ตลอดจนการแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุแก่ชุมชนชาวพุทธในประเทศต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดนในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องราวและที่มาของประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถย้อนกลับไปอ่านบทความที่เราเคยนำเสนอไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อประกอบการติดตามและทำความเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรอบด้าน ส่วนที่ 1 จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทาง: การค้นพบที่ปิปราห์วา ในปี ค.ศ. 1898 วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป (William Claxton Peppé) ได้ขุดค้นสถูปโบราณที่ปิปราห์วา ทางตอนเหนือของอินเดีย และพบหีบหินพร้อมภาชนะบรรจุโบราณวัตถุ อัญมณี และจารึกอักษรพราหมีโบราณที่กล่าวถึงพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าและชาวศากยะ การค้นพบครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดสรรพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งต่อมานำไปสู่การแบ่งมอบแก่ชุมชนชาวพุทธในหลายประเทศ รวมถึงสยาม ส่วนที่ 2 พระชินวรวงศ์ภิกษุ: ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแบ่งมอบ หนังสือ Crystal & Ash: The Buddha at Piprahwa ระบุว่า บุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงการค้นพบที่ปิปราห์วาเข้ากับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสยาม คือ พระชินวรวงศ์ภิกษุ (Jinavaravansa) ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามเจ้าชายปริศดางค์ (Prince Prisdang) ก่อนอุปสมบท ท่านเคยรับราชการด้านการทูตของสยาม และภายหลังได้เดินทางไปพำนักในต่างประเทศ ก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ศรีลังกา ด้วยประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสยามและชุมชนชาวพุทธในต่างแดน ท่านจึงมีบทบาทสำคัญในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อทราบข่าวการค้นพบที่ปิปราห์วา ท่านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันให้พระบรมสารีริกธาตุได้รับการจัดสรรแก่ชาวพุทธ ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะผู้ครอบครองโบราณวัตถุหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนชาวพุทธในดินแดนต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการสักการะ ข้อเสนอสำคัญของพระชินวรวงศ์ภิกษุ คือการมอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนใหญ่แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อให้พระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันแก่ชาวพุทธในประเทศอื่นต่อไป แนวทางนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ขณะที่ชุมชนชาวพุทธในศรีลังกา พม่า และดินแดนอื่น ๆ ต่างมีความปรารถนาที่จะได้รับพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการะ การเสนอให้สยามเป็นศูนย์กลางในการรับมอบและจัดสรรจึงเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงความศรัทธาของชาวพุทธหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ จดหมายของพระชินวรวงศ์ภิกษุถึงเปปเป ซึ่งมีการอ้างถึงในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Royal Asiatic Society ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้ศึกษาบทบาทของท่านในกระบวนการนี้ได้ เรื่องราวดังกล่าวทำให้เห็นว่า การเดินทางของพระบรมสารีริกธาตุสู่สยามไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษเพียงฝ่ายเดียว แต่มีพระสงฆ์เอเชียเป็นผู้มีบทบาทในการเสนอแนวทางและผลักดันให้เกิดการแบ่งปันระหว่างชุมชนชาวพุทธด้วย ส่วนที่ 3 รัฐบาลอังกฤษอนุมัติการมอบพระบรมสารีริกธาตุแก่สยาม หนังสือ Crystal & Ash: The Buddha at Piprahwa ระบุว่า หลังจากข้อเสนอเกี่ยวกับการแบ่งมอบพระบรมสารีริกธาตุได้รับการผลักดัน กระบวนการจึงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในเวลานั้น โบราณวัตถุที่ค้นพบอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาณานิคม ทำให้การแบ่งมอบต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาและอนุมัติอย่างเป็นทางการ วิลเลียม เปปเป ผู้ค้นพบ จึงไม่สามารถตัดสินใจมอบพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดให้แก่ประเทศต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ลอร์ดเอลกิน (Lord Elgin) อุปราชแห่งอินเดียในขณะนั้น มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาข้อเสนอ และมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่าได้เห็นชอบให้มอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนใหญ่แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกำหนดให้มีการแบ่งส่วนหนึ่งแก่ชุมชนชาวพุทธในพม่าและศรีลังกาด้วย การอนุมัติดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้ข้อเสนอของพระชินวรวงศ์ภิกษุกลายเป็นกระบวนการที่สามารถดำเนินการได้จริง บุคคลสำคัญในเหตุการณ์นี้มีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ • วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป — ผู้ดำเนินการขุดค้นและค้นพบโบราณวัตถุ• พระชินวรวงศ์ภิกษุ — ผู้มีบทบาทในการเสนอแนวทางการแบ่งมอบพระบรมสารีริกธาตุ• เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียและลอร์ดเอลกิน — ผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและอนุมัติการจัดสรร• พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว — ผู้ทรงรับพระบรมสารีริกธาตุและมีบทบาทในการแบ่งปันแก่ชุมชนชาวพุทธในดินแดนอื่น จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่พระบรมสารีริกธาตุจากปิปราห์วามาถึงสยามเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของบุคคลหลายฝ่าย ทั้งในด้านศาสนา การทูต และการบริหารจัดการโบราณวัตถุ ส่วนที่ 4 จากอินเดียสู่กรุงเทพฯ: ภารกิจอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อได้รับอนุมัติให้มอบพระบรมสารีริกธาตุแก่สยาม ขั้นตอนต่อมาคือการรับมอบและนำกลับมายังกรุงเทพฯ ตามบทความ “History of Wat Saket” โดย R. Lingat ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the Siam Society ปี ค.ศ. 1930 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกพระยาสุขุมนัยวินิต ซึ่งต่อมาคือเจ้าพระยายมราช ให้เป็นผู้เดินทางไปรับพระบรมสารีริกธาตุและนำกลับมายังกรุงเทพฯ ภารกิจนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นขั้นตอนที่เชื่อมโยงการอนุมัติในอินเดียเข้ากับการรับมอบในสยามอย่างเป็นรูปธรรม หากเรียงลำดับการเดินทาง จะสามารถอธิบายได้ดังนี้ ปิปราห์วา ประเทศอินเดีย — จุดค้นพบสถูปโบราณและวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระบรมสารีริกธาตุใน ค.ศ. 1898 รัฐบาลอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ — พิจารณาข้อเสนอและอนุมัติการมอบพระบรมสารีริกธาตุแก่สยาม โดยมีเงื่อนไขให้แบ่งปันแก่ชาวพุทธในดินแดนอื่น ผู้แทนจากสยาม — พระยาสุขุมนัยวินิตได้รับมอบหมายให้เดินทางไปรับพระบรมสารีริกธาตุและนำกลับมายังกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ สยาม — มีการรับมอบและดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการ ตลอดจนการแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุแก่ชุมชนชาวพุทธในต่างประเทศ พระบรมบรรพต วัดสระเกศ — สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือในสยาม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับวันรับมอบ วันเดินทางถึงกรุงเทพฯ วันประกอบพิธี และวันประดิษฐานยังมีความแตกต่างกันในเอกสารบางแหล่ง จึงควรแยกเหตุการณ์เหล่านี้ออกจากกัน ตัวอย่างเช่น มีข้อมูลที่กล่าวถึงการรับมอบใน ค.ศ. 1899 ขณะที่แหล่งข้อมูลบางแห่งกล่าวถึงพิธีสำคัญในช่วงต้น ค.ศ. 1900 และประวัติวัดสระเกศฉบับเก่าระบุวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1899 สำหรับการอัญเชิญไปประดิษฐาน รายละเอียดเหล่านี้ควรตรวจสอบกับเอกสารต้นฉบับเพิ่มเติมก่อนระบุวันเวลาเป็นข้อยุติ ส่วนที่ 5 พระบรมสารีริกธาตุถูกแบ่งปันไปที่ใดบ้าง การแบ่งมอบพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ชุมชนชาวพุทธในประเทศต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพราะแสดงให้เห็นว่าพระบรมสารีริกธาตุไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อสยามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเครือข่ายความศรัทธาของชาวพุทธในหลายภูมิภาค สยาม: พระบรมบรรพต วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือได้รับการประดิษฐาน ณ พระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง วัดสระเกศ ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนไทย และเป็นอนุสรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับอินเดีย พม่า: มัณฑะเลย์และย่างกุ้ง มีข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ชุมชนชาวพุทธในมัณฑะเลย์ (Mandalay) และย่างกุ้ง (Rangoon หรือ Yangon ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของพม่าในเวลานั้น การแบ่งมอบดังกล่าวสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ให้มีการจัดสรรพระบรมสารีริกธาตุแก่ชาวพุทธในพม่าด้วย ศรีลังกา: อนุราธปุระ แคนดี และโคลัมโบ ศรีลังกาเป็นอีกหนึ่งดินแดนสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงในประวัติการแบ่งมอบ โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรพระบรมสารีริกธาตุแก่ศาสนสถานในอนุราธปุระ (Anuradhapura) แคนดี (Kandy) และโคลัมโบ (Colombo) ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของพระภิกษุจินวรวังสะในการผลักดันให้ชาวพุทธศรีลังกาได้รับส่วนแบ่ง รัสเซียและญี่ปุ่น: ความเชื่อมโยงที่ขยายออกไป นอกเหนือจากสยาม พม่า และศรีลังกา งานศึกษาทางประวัติศาสตร์ยังกล่าวถึงการจัดสรรพระบรมสารีริกธาตุแก่ชาวพุทธรัสเซียในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1899 รวมถึงการมอบพระบรมสารีริกธาตุแก่คณะผู้แทนชาวพุทธญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1900 ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การแบ่งมอบพระบรมสารีริกธาตุเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่อง ไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีเมื่อพระบรมสารีริกธาตุมาถึงกรุงเทพฯ แต่ขยายความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาไปยังชุมชนในดินแดนอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม จำนวนส่วน รายชื่อผู้รับมอบ และสถานที่ประดิษฐานในแต่ละประเทศควรตรวจสอบจากเอกสารเฉพาะของแต่ละแห่ง เพื่อให้สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่าพระบรมสารีริกธาตุส่วนใดได้รับมอบเมื่อใดและถูกนำไปประดิษฐาน ณ ที่ใด ส่วนที่ 6 เหตุใดพระบรมสารีริกธาตุจึงประดิษฐาน ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ พระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของวัดสระเกศ มีประวัติการก่อสร้างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในสมัยรัชกาลที่ 4 และก่อสร้างสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย การอัญเชิญไปประดิษฐานบนยอดพระเจดีย์ภูเขาทองทำให้สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธ ภูเขาทองจึงมีความหมายทั้งในมิติของศาสนา สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ เพราะเชื่อมโยงการค้นพบทางโบราณคดีในอินเดียเข้ากับประเพณีการสักการะพระบรมสารีริกธาตุในประเทศไทย ประเพณีการนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดสระเกศยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญที่ควรแยกให้ชัดเจนคือ พระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐาน ณ ภูเขาทองเป็นส่วนที่ได้รับจากการจัดสรรในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้หมายความว่าหีบหิน ภาชนะบรรจุโบราณวัตถุทั้งห้าใบ และเครื่องประดับทั้งหมดที่ค้นพบใน ค.ศ. 1898 ถูกนำมาประดิษฐานที่วัดสระเกศด้วย โดยวัตถุจากการขุดค้นส่วนสำคัญได้รับการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ดังนั้น ภูเขาทองจึงเป็นทั้งสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่สยามได้รับ และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดผ่านกาลเวลา ส่วนที่ 7 สรุปลำดับเหตุการณ์: จากปิปราห์วาสู่ภูเขาทอง เล่ามาจนถึงตอนนี้เพื่อให้เข้าใจเส้นทางของพระบรมสารีริกธาตุได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญได้ดังนี้ ใน ค.ศ. 1898 — ค้นพบที่ปิปราห์วา วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป ขุดค้นสถูปโบราณและพบภาชนะบรรจุโบราณวัตถุ จารึก และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับประเพณีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หลังการค้นพบ — พระชินวรวงศ์ภิกษุเสนอแนวทางแบ่งมอบ หนังสือ Crystal & Ash: The Buddha at Piprahwa ระบุว่า พระชินวรวงศ์ภิกษุมีบทบาทในการผลักดันให้มอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนใหญ่แก่รัชกาลที่ 5 เพื่อให้สามารถแบ่งปันแก่ชาวพุทธในประเทศอื่นได้ด้วย ใน ค.ศ. 1899 — การอนุมัติและการรับมอบแก่สยาม รัฐบาลอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษอนุมัติการมอบพระบรมสารีริกธาตุแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีเงื่อนไขให้แบ่งปันแก่ชุมชนชาวพุทธในดินแดนอื่น ขณะที่พระยาสุขุมนัยวินิตได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้เดินทางไปรับมอบตามประวัติที่ตีพิมพ์ภายหลัง ใน ค.ศ. 1899–1900 — การแบ่งปันแก่ชุมชนชาวพุทธในต่างประเทศ มีข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรพระบรมสารีริกธาตุแก่ชาวพุทธในรัสเซีย พม่า ศรีลังกา และญี่ปุ่น โดยแต่ละเหตุการณ์มีรายละเอียดและช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การประดิษฐาน ณ พระบรมบรรพต วัดสระเกศ พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาประดิษฐานในสยาม ได้รับการประดิษฐาน ณ ภูเขาทอง และกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทย สืบทอดความเลื่อมใสศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน ลำดับนี้ช่วยให้เห็นว่า การเดินทางของพระบรมสารีริกธาตุประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การค้นพบ การเสนอแบ่งมอบ การอนุมัติ การรับมอบ การจัดสรรแก่ประเทศต่าง ๆ และการประดิษฐานในประเทศไทย จึงไม่ควรนำทุกเหตุการณ์มารวมเป็นเหตุการณ์เดียวกัน สรุปการเดินทางที่เชื่อมโยงศรัทธาข้ามพรมแดน พระบรมสารีริกธาตุจากปิปราห์วามาถึงสยามผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่มีบุคคลหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง เริ่มจากการค้นพบทางโบราณคดีใน ค.ศ. 1898 ตามด้วยบทบาทของพระชินวรวงศ์ภิกษุในการผลักดันให้มีการแบ่งมอบ การพิจารณาของรัฐบาลอังกฤษในอินเดีย และการรับมอบโดยผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้น พระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่งได้รับการจัดสรรแก่ชุมชนชาวพุทธในดินแดนต่าง ๆ ส่วนที่เหลือในสยามได้รับการประดิษฐาน ณ พระบรมบรรพต วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร เรื่องราวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประวัติการเดินทางของวัตถุศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียสู่ประเทศไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของพระสงฆ์ พระมหากษัตริย์ การทูต และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวพุทธในเอเชีย จากปิปราห์วาในอินเดียสู่ภูเขาทองในกรุงเทพฯ เส้นทางของพระบรมสารีริกธาตุได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย และเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานทางโบราณคดี ความศรัทธา และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ⸻ แหล่งอ้างอิงสำหรับศึกษาต่อ Lingat, R. “History of Wat Saket.” Journal of the Siam Society, Vol. 23, Part 3, April 1930. The Piprahwa Project. “After the Discovery” และ “Timeline since 1898.” งานวิจัยเกี่ยวกับ Inagaki Manjirō, Ishikawa Shundai และการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากปิปราห์วาสู่ไทยและญี่ปุ่นในช่วง ค.ศ. 1898–1900 ซึ่งเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล J-STAGE การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Tourism Authority of Thailand). ข้อมูลเกี่ยวกับ Wat Saket และ the Golden Mount หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากการรวบรวมและศึกษาเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยนำมาประมวลและถ่ายทอดตามความเข้าใจของผู้เรียบเรียง ทั้งนี้ รายละเอียดบางประการ โดยเฉพาะลำดับเหตุการณ์และช่วงเวลา อาจมีความแตกต่างจากข้อมูลในเอกสารหรือแหล่งอ้างอิงบางแห่ง จึงควรพิจารณาประกอบกับหลักฐานและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง —————————-• นันทพงศ์ สิมมาวัน •เรียบเรียง Views: 0 แนะแนวเรื่อง สถาบันภาษา มจร. ประกาศข่าวที่น่าชื่นชม! “ผศ.ดร.พระมหาภราดร” คว้าปริญญาเอกใบที่ 2 สำเร็จ ตอกย้ำภาพทัศน์ศาสนบัณฑิตยุคใหม่ จุดประกายอนาคตการศึกษาพระพุทธศาสนาไทยสู่ระดับสากล มรดกปัญญาจากปราชญ์ราชบัณฑิต: 7 ข้อคิดชี้นำชีวิตของ ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ