กรุงเทพฯ — 9 ตุลาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะบุคคล องค์กร และสมาคมต่างๆ ร่วมบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ในการนี้ พระราชวชิรสารเมธี (อุดม สารเมธี ป.ธ.9) เจ้าคณะเขตราษฎร์บูรณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ และรองประธานคณะทำงานของเจ้าคณะภาค 11 ได้รับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาในหัวข้อ “สิปปกถา” (ว่าด้วยศิลปะ) นำพระบาลีจากมงคลสูตร “สิปฺปญฺจ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ” ซึ่งแปลว่า “ศิลปะนี้เป็นมงคลอันสูงสุดประการหนึ่ง” มาแสดงแก่พุทธศาสนิกชนและผู้ร่วมพิธี

พระราชวชิรสารเมธี ได้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า “ศิลปะ” ในทางพระพุทธศาสนามิได้จำกัดเพียงงานหัตกรรมหรือวิจิตรศิลป์ แต่หมายถึงความฉลาดและความชำนาญในการดำเนินชีวิต ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะ ๓ ประการ ได้แก่ “ช่างทำ” (มุ่งมั่นทำงานด้วยความชำนาญและสร้างประโยชน์), “ช่างพูด” (สื่อสารด้วยความจริงและเมตตากาลเทศะ), และ “ช่างคิด” (ใช้สติปัญญารอบคอบเพื่อส่วนรวม) ซึ่งจะนำไปสู่ “อัตถะ” (ประโยชน์) “หิตะ” (ความเกื้อกูล) และ “สุขะ” (ความสุข) แก่ตนเองและสังคม

นอกจากนี้ พระธรรมเทศนายังได้แสดงถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ที่ทรงเป็นต้นแบบของผู้มี “ศิลปะในการดำเนินชีวิต” อย่างแท้จริง ทรงกอบกู้และยกระดับงานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าไหมไทย ผ้าแพรวา และผ้าไหมมัดหมี่ ให้กลายเป็นอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่ราษฎร มิใช่เพียงการสร้างวัตถุสิ่งของ แต่เป็นการสร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างศักดิ์ศรีให้แก่ปวงชน

พระธรรมเทศนาสรุปด้วยการน้อมรำลึกว่า แม้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่พระเกียรติคุณ พระราชจริยาวัตร และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ทรงสร้างไว้จะยังคงสถิตสถาพรอยู่ในหัวใจของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป ดังพระบาลีที่ว่า “รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ” อันหมายถึง กายสังขารย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่นามและคุณงามความดียังคงปรากฏชั่วฟ้าดิน

By admin

You missed